บอลชุด (System Bet) คืออะไร กันแน่?
ต้องบอกเลยว่า คนส่วนใหญ่พอได้ยินคำว่า บอลชุด หรือ System Bet มักจะงงๆ แล้วก็ปัดทิ้งไปเลย คิดว่าซับซ้อนเกินไป แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ยากเลยถ้าเข้าใจหลักการพื้นฐาน
พูดตรงๆ เลยนะ บอลชุด คือการเลือกหลายคู่ (ตั้งแต่ 3 คู่ขึ้นไป) แล้วระบบจะสร้าง combination ย่อยๆ ออกมาให้อัตโนมัติ ซึ่งข้อพิเศษคือ ไม่จำเป็นต้องถูกทุกคู่ก็ยังได้เงิน นั่นเองที่ทำให้มันต่างจากสเต็ปแบบปกติ
ถ้าใครยังไม่คุ้นกับระบบสเต็ปพื้นฐาน แนะนำไปอ่าน วิธีแทงบอลสเต็ป ให้ได้เงินและรอดนาน ก่อนได้เลย จะทำให้เข้าใจบทความนี้ได้เร็วขึ้นมาก
สเต็ป vs บอลชุด ต่างกันตรงไหน?
นี่แหละคือคำถามที่เจอบ่อยที่สุดเลย เราขอเปรียบให้เห็นภาพชัดๆ แบบนี้
สเต็ปแบบธรรมดา: สมมติเลือก 3 คู่ ระบบจะรวมทั้ง 3 คู่เป็น 1 ตั๋วเดียว ถ้าผิดแม้แต่คู่เดียว = เสียเงินทั้งหมด ไม่มีการต่อรอง
บอลชุด (System Bet): เลือก 3 คู่เหมือนกัน แต่ระบบแตกออกมาเป็น combination ย่อยๆ เช่น ถ้าเป็น System 2/3 จะได้ตั๋วย่อย 3 ตั๋ว (AB, AC, BC) ถ้าถูก 2 จาก 3 คู่ ก็ยังมีตั๋วที่ได้เงิน แม้คู่ที่เหลือจะผิดก็ตาม
เห็นความต่างแล้วใช่ไหม? มันเหมือนการซื้อประกันเพิ่มให้กับการแทงของเรานั่นเอง แลกกับต้นทุนที่สูงขึ้นนิดนึง ซึ่งจะพูดถึงในส่วนข้อเสียด้านล่าง
ประเภทของบอลชุดที่เจอบ่อย
ในแพลตฟอร์มอย่าง Start989 คุณจะเจอรูปแบบบอลชุดหลักๆ อยู่หลายแบบ มาดูกันเลย
- System 2/3 (2 of 3): เลือก 3 คู่ แตกเป็น 3 combination คู่ละ 2 ต้องถูกอย่างน้อย 2 คู่ถึงได้เงิน
- System 3/4 (3 of 4): เลือก 4 คู่ แตกเป็น 4 combination คู่ละ 3 ต้องถูกอย่างน้อย 3 คู่
- Trixie: เลือก 3 คู่ ได้ 4 combination (3 คู่ double + 1 treble) ต้องถูกอย่างน้อย 2 คู่
- Yankee: เลือก 4 คู่ ได้ถึง 11 combination ต้องถูกอย่างน้อย 2 คู่ ผลตอบแทนสูงมากถ้าถูกหมด
- Patent: เลือก 3 คู่ ได้ 7 combination รวมบอลเดี่ยวด้วย ถูกแค่คู่เดียวก็ได้เงินบ้าง
แต่ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ผมแนะนำให้ฝึกกับ System 2/3 ก่อนเลย เพราะเข้าใจง่ายที่สุด จำนวน combination ไม่เยอะจนงง
ตัวอย่างคำนวณ System 2/3 แบบเห็นภาพ
มาดูตัวอย่างจริงๆ กันเลย สมมติเราเลือก 3 คู่บอล:
- คู่ A: แมนซิตี้ ชนะ → ราคา 1.80
- คู่ B: บาร์เซโลน่า ชนะ → ราคา 2.10
- คู่ C: ลิเวอร์พูล ชนะ → ราคา 1.95
เมื่อเล่น System 2/3 ระบบจะแตก combination เป็น 3 ตั๋วย่อย คือ AB, AC, BC สมมติเราวางเงินตั๋วละ 100 บาท รวมต้นทุน 300 บาท
สถานการณ์ที่ 1 — ถูกหมด 3 คู่:
ตั๋ว AB = 100 × 1.80 × 2.10 = 378 บาท
ตั๋ว AC = 100 × 1.80 × 1.95 = 351 บาท
ตั๋ว BC = 100 × 2.10 × 1.95 = 409.50 บาท
รวมได้ 1,138.50 บาท กำไร 838.50 บาท
สถานการณ์ที่ 2 — ถูก 2 จาก 3 (คู่ C แพ้):
ตั๋ว AB = 100 × 1.80 × 2.10 = 378 บาท ✅
ตั๋ว AC = แพ้ ❌
ตั๋ว BC = แพ้ ❌
รวมได้ 378 บาท ลงทุน 300 บาท กำไร 78 บาท
เห็นไหม? แม้จะผิดหนึ่งคู่ แต่ตราบใดที่ตั๋ว AB ยังถูก เราก็ยังกลับมาพร้อมกำไรนิดหน่อยได้ ต่างกับสเต็ปธรรมดาที่ถ้าผิดคู่เดียวก็จบเลย
สถานการณ์ที่ 3 — ถูกแค่ 1 คู่: ทุก combination แพ้หมด เสียเงิน 300 บาทเต็มๆ นี่คือ worst case
เปรียบเทียบสเต็ป vs บอลชุด ในสถานการณ์เดียวกัน
ใช้ตัวเลขเดิมจากตัวอย่างข้างบน ลงทุน 300 บาทเหมือนกัน แต่เล่นสเต็ปแทน:
- สเต็ป 300 บาท (3 คู่ A+B+C): ถูกหมด = 300 × 1.80 × 2.10 × 1.95 = 2,220.30 บาท
- System 2/3 300 บาท: ถูกหมด = 1,138.50 บาท
สเต็ปให้ผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อถูกหมด แต่ถ้าผิดแค่คู่เดียว — สเต็ปเสียหาย 300 บาท บอลชุดยังได้คืน 378 บาท
สรุปง่ายๆ คือ สเต็ป = High Risk High Reward, บอลชุด = Lower Risk Lower Reward ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบสไตล์ไหน
ข้อดีของการแทงบอลชุด
- ลดความเสี่ยงได้จริง: ผิดบางคู่ยังมีโอกาสได้เงิน ไม่ได้หมายความว่าถังทุกครั้ง
- จิตใจสบายกว่า: ไม่ต้องลุ้นทุกคู่แบบหวาดเสียว เพราะมี buffer ให้
- เหมาะกับสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจ 100%: ถ้าคู่ใดคู่หนึ่งไม่มั่นใจนัก บอลชุดช่วยได้
- ยังได้ผลตอบแทนดีกว่าบอลเดี่ยว: แม้จะไม่สูงเท่าสเต็ป แต่ก็ยังสูงกว่าแทงทีละคู่
ถ้าอยากเปรียบเทียบกับการแทงแบบเดี่ยวด้วย ไปอ่าน วิธีแทงบอลเดี่ยว เริ่มต้นง่าย เข้าใจได้ใน 5 นาที แล้วจะเห็นภาพรวมทั้งหมดครบ
ข้อเสียที่ต้องรู้ก่อนลอง
- ต้นทุนสูงกว่าสเต็ปธรรมดา: เพราะต้องจ่ายหลาย combination ถ้า System 2/3 ก็ 3 เท่า ถ้า Yankee ก็ถึง 11 เท่า
- กำไรสูงสุดน้อยกว่าสเต็ป: ถ้าถูกหมดทุกคู่ สเต็ปยังได้มากกว่าเสมอ
- ต้องถูกอย่างน้อย 2 คู่จาก 3 (System 2/3): ถ้าถูกแค่คู่เดียวก็เสียเงินทั้งหมดอยู่ดี
- คำนวณซับซ้อนขึ้นนิดนึง: โดยเฉพาะ Yankee หรือ Patent ต้องนับ combination ดีๆ
บอลชุดเหมาะกับใครบ้าง?
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา บอลชุดเหมาะที่สุดกับคนแบบนี




